วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

>สุขภาพ @ เส้นเลือดอุดตันไม่ต้องบายพาส

สมุนไพรสูตรมุสลิม ทะลวงหลอดเลือดตามแบบวิธีโบราณ เพียงใช้เวลาสองนาที สามารถให้ของขวัญอันล้ำค่าแก่พ่อแม่และเพื่อน ๆ ของคุณ
มีผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนคนหนึ่ง ได้ประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อเขาไปประชุมที่ปากีสถาน ได้มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างฉับพลัน แพทย์ได้ตรวจสอบที่โรงพยาบาล และพบว่าเส้นเลือดหัวใจของเขาสามเส้นได้รับการอุดตันอย่างรุนแรง มีความจำเป็นต้องทำผ่าตัดและบายพาส
การผ่าตัดเดือนต้องดำเนินการหลังจากนั้นหนึ่งเดือน ในช่วงระหว่างนั้นเขาไปพบหมอบำบัดมุสลิมโบราณ
หมอบำบัดให้เขาทำยาทานเองที่บ้าน เขาทานยาเช่นนี้เป็นเวลาหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนต่อมาเขาก็จะทำการตรวจสอบที่โรงพยาบาลเดียวกันพบว่าเส้นเลือดทั้งสามเส้นใสสะอาด บริเวณที่มีการอุดตันเดิมถูกทะลวงไปหมดแล้ว
เขาเป็นมุสลิมที่เคร่งศาสนา เพื่อช่วยให้ผู้คนมากขึ้นที่จะได้รับประโยชน์ เขาได้ share ประสบการณ์ของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้ง shareภาพถ่ายเส้นเลือดของเขาก่อนและหลังบนอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ผู้คนทั่วไปสามารถสังเกตความแตกต่างของภาพก่อนและหลังทานยา
วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ 
น้ำมะนาว 1 ถ้วย
น้ำขิง 1 ถ้วย
น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย
น้ำส้มสายชูจากแอปเปิล(แอปเปิ้ลไซเดอร์) 1 ถ้วย 
(การวัดปริมาณง่ายๆ คือทุกอย่างเท่ากัน คั้นเสร็จแล้วใส่ตวงปริมาณในภาชนะขนาดเท่ากัน)
วิธีเตรียม
1 ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หันขิงเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปในเครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้เพื่อตีให้เป็นน้ำปั่น แล้วเทลงผ้ากรอง เพื่อบีบให้ได้น้ำคั้น (ควรคั้นน้ำทีละอย่างเพื่อสะดวกในการกะปริมาณ)
2 นำน้ำคั้น กระเทียมขิงลงไปในหม้อหุง เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงในหม้อ เพิ่มไฟให้เดือด แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำมีโอกาสได้ระเหย จะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาตรเดิม
3 เมื่ออุณหภูมิจะลดลง ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมทีละน้อย อาจจะใช้น้ำผึ้งมากหน่อย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทานได้ง่าย
4. นำผลิตภัณฑ์ที่ทำสำเร็จบรรจุไว้ในขวดแก้ว แล้วนำไปแช่ในตู้เย็น
วิธีรับประทาน: กินหนึ่งช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้าทุกวัน คนส่วนใหญ่สามารถใช้ยานี้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้ นอกจากนี้ยังใช้ยานี้เป็นเครื่องดื่ม ใช้ป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคอื่น ๆ
เมื่อกินได้หนึ่งเดือน ให้ไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดของคุณสะอาด บริเวณที่มีการปิดกั้นการได้รับการทะลวงไปแล้ว
ตำรับนี้จะต้องเก็บไว้! และต้องเปิดเผยส่งต่อให้คนอื่นๆ
ตำรับยาการทะลวงหลอดเลือดสูตรลับสุดยอด ให้คนที่คุณรักลองดู
*** ***
หมายเหตุ: สูตรนี้ชีวอโรคยานำมาจากแหล่งอ้างอิงที่บอกมาตอนท้ายเพื่อแบ่งปัน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะทำควรศึกษาทดลองด้วยตนเอง ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะหายจริงหรือเปล่า เนื่องจากเราไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่านี้ และสมุนไพรที่ใช้ในสูตรก็เป็นของมีประโยชน์ทั้งสิ้น ดูแล้วไม่มีอันตรายใดๆ จึงนำมาเผยแพร่
*** ***
เครดิต: เรื่อง - ภาพ ชีวอโรคยา นำมาจาก benjamwu

แปลโดย WSJ Mar 5, 2014
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ
ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา

>สุขภาพ @ สมุนไพรรักษาโรคเกาต์



สมุนไพรรักษาโรคเกาต์ เพื่อล้างกรดยูริก หาง่าย ทำง่าย กินง่าย ไม่ต้องทรมานกับโรคเก๊าต์ ไม่ต้องเสียเงินซื้อยา

สูตร 1
ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าต์ – รูมาตอยด์ สูตรนี้ลดหินปูนได้ดีที่สุด

สูตร 2
มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก ไม่ต้องปลอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย

สูตร 3
ใบมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าต์ได้

สูตร 4
ใบยอ 4 ใบ + มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย

สูตร 5
น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดหน่อย แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยบรรเทาอาการ

อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าต์
1.ใบมะรุมสด ลวกจิ้มน้ำพริก
2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานบ่อย ๆ
3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำ
4.ใบย่านางสดวันละ 10 ใบ (คั้นน้ำดื่ม) ดื่มบ่อย ๆ แต่ไม่ต้องทุกวัน

โดย หมอปรียาภา

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

>ดวงดาว @ ตัวเลขและสีมงคลประจำ 12 ราศี



ชาวราศีมังกร (22 ธ.ค.-20 ม.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ ม่วง, ดำ, เทา
เลขนำโชคประจำราศี คือ 12, 20 ,23


ชาวราศีกุมภ์ (21 ม.ค.-19 ก.พ.) สีนำโชคประจำราศี คือ ฟ้าอ่อน, เขียว, เหลือง
เลขนำโชคประจำราศี คือ 7, 11, 30


ชาวราศีมีน (20 ก.พ.-20 มี.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ ดำ, เขียว, ม่วงอ่อน, ขาว
เลขนำโชคประจำราศี คือ 17, 21, 37


ชาวราศีเมษ (21 มี.ค.-20 เม.ย.) สีนำโชคประจำราศี คือ เเดง, ชมพู
เลขนำโชคประจำราศี คือ 16, 21, 35


ชาวราศีพฤษภ (21 เม.ย.-21 พ.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ เหลือง, ฟ้า
เลขนำโชคประจำราศี คือ 28, 10 ,14, 20


ชาวราศีเมถุน (22 พ.ค.-21 มิ.ย.) สีนำโชคประจำราศี คือ ฟ้าอ่อน, ขาวเงิน
เลขนำโชคประจำราศี คือ 8, 7, 19, 23


ชาวราศีกรกฎ (22 มิ.ย.-23 ก.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ เขียว, น้ำตาลอมเเดง
เลขนำโชคประจำราศี คือ 17, 25, 30


ชาวราศีสิงห์ (24 ก.ค.-23 ส.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ เเดง, ส้ม
เลขนำโชคประจำราศี คือ 6, 14, 35


ชาวราศีกันย์ (24 ส.ค.-23 ก.ย.) สีนำโชคประจำราศี คือ ดำ, ทอง, น้ำตาล
เลขนำโชคประจำราศี คือ 8, 20 ,30


ชาวราศีตุลย์ (24 ก.ย.-23 ต.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือ ฟ้า, เหลือง, ขาว, ดำ
เลขนำโชคประจำราศี คือ 7, 21, 31


ชาวราศีพิจิก (24 ต.ค.-22 พ.ย.) สีนำโชคประจำราศี คือ เเดงเข้ม, ฟ้าเข้ม
เลขนำโชคประจำราศี คือ 14, 17, 38


ชาวราศีธนู (23 พ.ย.-21 ธ.ค.) สีนำโชคประจำราศี คือม่วง, คราม, เขียว
เลขนำโชคประจำราศี คือ 15, 23, 35

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

>สุขภาพ @ "10 อาหารที่ไม่ควรกินบ่อย"


1.ไข่เยี่ยวม้า..ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบางและอาจได้รับพิษตะกั่วเช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ

2. ปาท่องโก๋..กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไปนอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย

3. เนื้อย่าง..กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

4. ผักดอง..ผักดองและของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกินหรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนักเกิดความดันเลือดสูงและโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

5. ตับหมู..ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกินหรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง (อัมพฤกษ์อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น

6. ผักโขม,ปวยเล้ง.. ผักโขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า...มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกินหรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียมหรือสังกะสีได้

7. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป..บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษได้

8. เมล็ดทานตะวัน..เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงทว่า... การกินมากเกินหรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯเพิ่มขึ้น

9. เต้าหู้หมัก,เต้าหู้ยี้..กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่าง กาย

10. ผงชูรส..คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกิน ทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูงอาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

Credit : on pic

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

>สุขภาพ @ สาระของทุเรียน


*สาระของทุเรียน*

ในเนื้อเหลืองอวบของทุเรียน ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ
1.แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่นที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น 
2.ไขมัน มีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ 
3.วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวร้อน เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและกลิ่นไร้เทียมทาน
สรรพคุณของทุเรียน
1. ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ
2. ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถันและน้ำตาลในเนื้อ
3. ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อ
นอกจากนี้ทุเรียนยังมีฤทธิ์ไล่พยาธิได้ ด้วยกำมะถันที่รุ่มร้อนทำให้ลำไส้ไม่เป็นบ้านแสนสุขของพยาธิอีกต่อไป อีกทั้งกากใยในเนื้อที่ช่วยขัดล้างลำไส้ด้วย
การกินทุเรียนเพื่อสุขภาพ ควรกินครั้งละไม่เกิน 2 เม็ดขนาดกลาง น้ำหนักเฉพาะเนื้อประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานสูงถึง 187 กิโลแคลอรี ให้ไขมัน 4.1 กรัม โปรตีน 2.5 กรัม และให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ ประมาณ 18 มิลลิกรัม 36 มิลลิกรัม 1 มิลลิกรัม และ 22 มิลลิกรัม.ตามลำดับ แต่ ถ้าหากกินครั้งละ 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด หรือเกือบครึ่งลูก ก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากความหวานของทุเรียนมากเกินไปถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี ซึ่งพอ ๆ กับกินข้าว 5 ทัพพี หรือกินน้ำอัดลมเกือบ 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม
สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ระมัดระวังในการกินทุเรียน กินได้แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าคนปกติ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการกินทุเรียน คือ ต้องไม่กินร่วมกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะในทุเรียนมีสารกำมะถันหรือซัลเฟอร์อยู่มาก ซึ่งจะละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว ทำให้เมาเร็วและเมาหนักขึ้น ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อระบบหายใจ เสี่ยงเสียชีวิตหรือเกิดอาการร้อนใน เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ส่วนความเชื่อที่ว่า กินทุเรียนแล้วให้กินมังคุดตามเพื่อแก้ร้อนใน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้จะไม่มีงานวิจัยรองรับ แต่คิดว่าเป็นกุศโลบายของคนรุ่นเก่า ที่คิดว่าทุเรียนเป็นของร้อน แล้วให้กินมังคุดเป็นของเย็นแก้กัน และคงต้องการให้คนกินผลไม้ที่หลายหลากชนิดด้วย
ดังนั้นสำหรับคนที่กินทุเรียนจนร้อนใน ควรกินอาหารธาตุเย็นที่มีฤทธิ์แก้ร้อนในตามลงไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมและความชอบของคุณ เช่น
- ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ บางคนชงน้ำเกลือเจือจางดื่มสักแก้วก็ดีขึ้นได้เช่นกัน
- กินผักสดต่างๆ ให้มากขึ้น
- กินผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ประเภทแตงโม แตงร้าน หรือผลไม้รสเปรี้ยวหรือหวานอมเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด มะนาวให้มากขึ้น หลายคนนิยมกินมังคุดตามหลังกินทุเรียน
- ดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยแก้ร้อนใน เช่น น้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่งก๊วย น้ำรากบัว น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย เฉาก๊วย
แนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้ไม่อ้วน และสุขภาพดี
1. เลือกทุกเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ตามลำดับ
2. ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก
3. ทุเรียนน้ำกะทิควรหลีกเลี่ยง เพราะอุดมไปด้วยน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ และอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ด้วย
4. ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี
5. อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะจะทำให้ยิ่งร้อนจัดขาดน้ำและช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์
ที่มา : PrincessFangy(ทรูปลูกปัญญา)/by สาระแห่งสุขภาพ


วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2557

>สุขภาพ @ 7 จุดควรนวดเพื่อคลายเครียด

ความเครียดเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ปวดต้นคอ และปวดหลัง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การนวดจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้เราได้ เพราะได้ไปกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง สบายตัว หายเครียด และลดอาการเจ็บปวดต่างๆ ลง
       
       ทั้งนี้ การนวดนี้เราจะใช้การนวดไทย ซึ่งสามารถนวดได้ด้วยตัวเอง และเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยต้นคอ บ่า และไหล่ อันเนื่องมาจากความเครียด แต่ข้อควรระวังคือไม่ควรนวดขณะที่กำลังเป็นไข้ หรือกล้ามเนื้ออักเสบหรือเป็นโรคผิวหนัง และควรตัดเล็บให้สั้นทุกครั้งก่อนนวด
       
       สำหรับการนวดที่ถูกวิธีคือ 1.กดโดยใช้ปลายนิ่วที่ถนัด ได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง 2.ใช้การกดและการปล่อยเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้เวลากดแต่ละครั้งประมาณ 10 วินาที และใช้เวลาปล่อยนานกว่าเวลากด 3.การกดให้ค่อยๆ เพิ่มแรงทีละน้อย และเวลาปล่อยให้ค่อยๆ ปล่อย และ 4.แต่ละจุดควรรนวดซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง
       
       โดยจุดที่ควรนวดเพื่อคลายเครียดมีด้วยกัน 7 จัด ได้แก่
       
   
1.จุดกลางระหว่างคิ้ว ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลางกด 3-5 ครั้ง


2.จุดใต้หัวคิ้ว ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลางกด 3-5 ครั้ง



3.จุดขอบกระดูกท้ายทอย จุดกึ่งกลางใช้นิ้วหัวแม่มือกด 3-5 ครั้ง จุดสองจุดด้านข้าง ใช้วิธีประสานมือบริเวณท้ายทอยแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดจุดสองจุดพร้อมๆ กัน 3-5 ครั้ง



4.บริเวณต้นคอ ประสานมือบริเวณท้ายทอย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดตามแนวสองข้างของกระดูกต้นคอ โดยกดไล่จากตีนผมลงมาถึงบริเวณบ่า 3-5 ครั้ง


       
 5.บริเวณบ่า ใช้ปลายนิ้วมือขวาบีบไหล่ซ้ายจากบ่าเข้าหาต้นคอ ใช้ปลายนิ้วมือซ้ายบีบไหล่ขวาเข้าหาต้นคอ ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง

6.บริเวณบ่าด้านหน้า ใช้นิ้วหัวแม่มือขวากดจุดใต้กระดูกไหปลาร้า จุดต้นแขน และจุดเหนือรักแร้ของบ่าซ้าย ใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวา ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง



7.บริเวณบ่าด้านหลัง ใช้นิ้วที่ถนัดของมือขวาอ้อมไปกดจุดบนและจุดกลางของกระดูกสะบัก และจุดรักแร้ด้านหลังของบ่าซ้าย ใช้นิ้วที่ถนัดของมือซ้ายกดจุดเดียวกันที่บ่าขวาทำซ้ำ 3-5 ครั้ง



 เพียงเท่านี้ความเครียดที่เกิดขึ้นก็พร้อมมลายหายไป ช่วยให้คุณกลับมากระปรี้ประเปร่า สดชื่นได้อีกครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

>สุขภาพ @ วิธีการกดข้อนิ้วเพื่อรักษา 9 โรค


กดข้อนิ้วป้องและกระตุ้นการรักษาโรคค่ะ

วันนี้ขอนำเสนอเสนอวิธีการกดข้อนิ้วเพื่อรักษา 9 โรคค่ะ

1. โรคตับ กดคลึงข้อทั้ง 2 ของหัวแม่มือขวา

2. หูอื้อ กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วนางทั้ง 2 ข้าง

3. ปวดเข่า กดคลึงด้านข้างทั้ง 3 ของนิ้วก้อยมือซ้าย

4. เบาหวาน กดคลึงข้อทั้ง 2 ของหัวมือมือซ้าย

5. ความดันโลหิตสูง กดคลึงโคนนิ้วก้อยมือซ้าย

6. หัวใจ กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วก้อยมือซ้าย

7. ปวดประจำเดือน กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วชี้ทั้ง 2 ข้าง

8. ตาเมื่อย กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วกลางมือขวา

9. เสริมพลังแก่ร่างกาย กดคลึงข้อทั้ง 3 ของนิ้วกลางมือซ้าย

แต่ละจุดให้กดคลึงครั้งละ 3 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้ามีไข้หรือนิ้วมีบาดแผลควรหยุดทำค่ะ

โดย ทางแพทย์สายพุทธ
ขอขอบคุณความรู้ดีดีจากหนังสือชีวจิต